Saturday, February 18, 2023

What is JIT?

 JIT stands for "just-in-time" and is a production strategy that aims to minimize inventory and storage costs by producing or ordering materials and components only when they are needed in the production process. JIT is also known as lean manufacturing or the Toyota Production System, as it was first developed and implemented by the Toyota Motor Corporation in the 1970s.

Under the JIT system, materials and components are delivered to the production line just in time to be used in the manufacturing process, minimizing the need for storage space and reducing the risk of excess inventory. This approach allows manufacturers to reduce their lead times, improve quality control, and reduce waste and costs associated with inventory management.

JIT production relies on close collaboration between suppliers, manufacturers, and customers to ensure that materials and products are delivered and produced on schedule. The system requires accurate forecasting and planning to ensure that materials are available when they are needed in the production process.

In addition to minimizing inventory costs, JIT production can also lead to increased productivity, better quality control, and faster turnaround times. However, it requires a high level of coordination and communication between all parties involved in the production process, and can be challenging to implement in complex manufacturing environments.

How to manage manufacturing cost?

 Managing manufacturing costs is an essential aspect of running a successful manufacturing business. Here are some tips to help you manage manufacturing costs:

Optimize your production process: Streamline your production process to minimize waste and reduce production time. Identify and eliminate any bottlenecks in the process to increase efficiency and reduce costs.

Control inventory: Keep inventory levels low and avoid overstocking to minimize storage and holding costs. Use just-in-time (JIT) inventory management to ensure you have the necessary materials and components on hand when you need them.

Negotiate with suppliers: Negotiate favorable terms with your suppliers to reduce the cost of raw materials and components. Consider long-term contracts and bulk purchasing to secure lower prices.

Invest in automation: Automate repetitive and labor-intensive processes to reduce the need for manual labor and increase efficiency. This can help reduce labor costs and improve production speed and quality.

Monitor and analyze production data: Track and analyze key performance indicators (KPIs) to identify areas where you can improve production efficiency and reduce costs. Use data to optimize your production process and identify opportunities for cost savings.

Continuously improve: Continuously seek ways to improve your manufacturing processes and reduce costs. Embrace a culture of continuous improvement to ensure that you are always looking for ways to make your manufacturing process more efficient.

By implementing these strategies and continuously monitoring and optimizing your manufacturing processes, you can effectively manage manufacturing costs and improve the profitability of your business.

Friday, January 4, 2019

การแข่งขันด้านราคาจนลืมวิเคราะห์ต้นทุน

หลายๆ  ธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ได้เกิดขึ้นมาใหม่ก็มาก ล้มหายตายจากไปก็มาก สาเหตุส่วนใหญ่ อย่าวกนึ่งมาจากการที่มองข้ามเรื่องการวิเคราะห์ต้นทุนเป็นเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ได้มีกลยุทธ์ใหม่ ที่แตกต่างออกมาแข่งขัน เน้นที่การลดราคาซะมากกว่า บางครั้งลดมากเกินไปเพื่อที่จะได้ขาย โดยไม่ทราบถึงต้นทุนแฝงต่างๆ พอปิดบัญชีตอนสิ้นเดือนปรากฎว่าไม่มีเงินอยู่เลย ต้องหมุนเงินไปเรือยๆ ติดลบสะสมทุกๆ เดือน อยู่ที่ว่าใครจะมีทุนสำรอวมากกว่ากัน สุดท้ายก็ตายอยู่ดี ต่างกันที่ช้ากับเร็วเท่านั้น
ดังนั้น เราควรศึกษาเรื่องการวิเคระห์ต้นทุน พร้อมทั้งแจกแจงราบละเอียดให้ชัดเจน

Monday, January 9, 2017

โลจิสติกส์ (Logistic)



ระบบโลจิสติกส์ เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การเคลื่อนย้ายสินค้า เริ่มตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ นำไปเก็บรักษา แปรรูป บริหารคงคลัง การนำส่งให้กับลูกค้า.
ดังนั้นการนำระบบระบบโลจิสติกส์เข้ามาเพื่อช่วยในการวางแผน วิเคราะห์ และควบคุมจะช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างมาก ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันและใกล้ตัวผู้บริโภคอย่างเราๆ เช่น ร้านทุกอย่าง 20 บาท ผมเคยสงสัยว่าทำไมสินค้าหลายๆ อย่างในร้านไม่น่าจะขายได้ที่ราคา 20 บาท พอเริ่มหาข้อมูลยิ่งอึ้งไปใหญ่ เมื่อพบว่าสินค้าแทบจะทั้งหมดในร้านทุกอย่าง 20 บาทมาจากประเทศจีนไกลมากกว่า 2 พันกิโลเมตร ทำไมถึงสามารถนำสินค้าเข้ามาขายได้ราคาต่ำอย่างนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วราคาขายหน้าร้านในไทย 20 บาท  ซึ่งรวมกำไรแล้ว ดังนั้น ราคาต้นทุนที่นำเข้ามาต้องถูกมากแน่นอน อาจจะไม่เกิน 10 บาทต่อชิ้นด้วยซ้ำไป.
หลังจากที่หาข้อมูลประกอบเพิ่มเติมจึงได้รูจักกับคำว่า โลจิสติกส์ มากยิ่งขึ้น. จริงๆ แล้วตัวสินค้า คุณภาพของสินค้าไม่ได้มีอะไรมาก เป็นสินค้าเกรดต่ำถึงเกรดทั่วไปเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคณภาพละคุณค่า คุณภาพและคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าอยู่ที่ตรงตามความต้องการ ราคา  เหมาะสม ตรงตามความต้องการและความพอใจของลูกค้าหรือไม่เท่านั้นเอง. นั่นก็หมายความว่าร้านสินค้าทุกอย่าง 20 บาท เป็นการทำตลาดล่างเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือไม่ต้องการสินค้าคุณภาพสูงนั่นเอง.
การนำระบบโลจิสติกส์มาใช้ในการบริหารธุรกิจร้าน เริ่มต้นมาตั้งแต่ผู้ผลิตที่เน้นการผลิตและขายเป็นจำนวนมาก เน้นสินค้าคุณภาพที่ไม่สูง วัตถุดิบเกรดต่ำ แรงงานค่าแรงต่ำซึ่งนั่นคือผลิตในประเทศจีนนั่นเอง ข้อดีของการผลิตในประเทศจีนก็คือ เป็นประเทศใหญ่ เป้นวัตถุดิบในการผลิตเหลือเฟือตั้งแต่คุณภาพเกรดต่ำจนถึงคุณภาพระดับสูง ด้านกระบวนการผลิต เครื่องจักร นั้น ประเทศจีนสามารถผลิตเครื่องจักรได้เอง ทำให้ไม่ต้องมีการนำเข้าเครื่องจักรในต่างประเทศ ส่วนในเรื่องแรงงาน ประเทศจีนมีประขากรมากกว่า 1 พันล้านคน คนจนมีเยอะทำให้ต้องแข่งขัน แย่งงานกัน ทำไม่ค่าแรงในประเทศจีนถูกมาก เมื่อรวมกันทั้ง วัตถุดิบในการผลิต + เทคโนโลยี เครื่องจักรในการผลิต + แรงงาน = สินค้าที่มีราคาถูก.
คำถามต่อมาคือ ถึงแม้สามรรถผลิตสินค้าได้ในราคาถูก มันก็ยังอยู่ในประเทศจีน ยังไม่มาถึงประเทศไทย คิดดูเล่น กว่าจะขนส่งมายังประเทศไทย ซึ่งมีระยะทางมากกว่า 2 พันกิโลเมตร ราคามันก็ถึงเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวแน่นอน. คำตอบก็คือ นำระบบบริหารงาน โลจิสติกส์ ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการวางแผน วิเคราะห์ ควบคุม จัดการ เริ่มตั้ง แต่การบริหารความต้องการของลูกค้า บริหารการผลิต บริหารสินค้าคงคลัง บริหารการจัดส่ง บริหารการขาย จนกระทั่งสินค้ามาถึงลูกค้าปลายทางนั่นเอง.
เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจน จะขอนำเสนอตัวอย่างง่ายๆ
สินค้า A ราคาชิ้นละ 5 บาท
ค่าขนส่ง นำเข้าสินค้าจากประเทศจีนมาไทย เที่ยวละ 20,000 บาท โดยสามารถขนสินค้าได้เต็มที่ 20,000 ชิ้นต่อเที่ยว
ถ้าเราสั่งซื้อสินค้าเพื่อนำมาขายจำนวน 10 ชิ้น ต้นทุนสินค้า คือ 5 บาท/ชิ้น x 10 + ค่าขนส่ง 20,000 บาท เฉลี่ยแล้วต้นทุนสินค้าก่อนบวกกำไร จะอยู่ที่ประมาณ 2,005 บาทต่อชิ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะนำมาขายในราคา 20 บาทต่อชิ้น.
และถ้าเราสั่งซื้อสินค้าเพื่อนำมาขายจำนวน 20,000 ชิ้น ต้นทุนสินค้า คือ 5 บาท/ชิ้น x 20,000  + ค่าขนส่ง 20,000 บาท เฉลี่ยแล้วต้นทุนสินค้าก่อนบวกกำไร จะอยู่ที่ประมาณ 6 บาทต่อชิ้น จะเห็นว่าราคาต่ำกว่า 6 บาทด้วยซ้ำ หากไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเช่าร้าน ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าแรงพนักงานขายส่วนต่างของกำไรก็ที่ที่ 14 บาทต่อชิ้น ถ้าขายหมดก็จะได้กำไรถึง 280,000.
จากตัวอย่าง A แสดงการบริหารโลจิสติกส์แบบง่ายๆ โดยเน้นไปที่การขายจำนวนมาก เพื่อให้มีต้นทุนในด้านการขนส่งต่ำที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบโลจิสติกส์มีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอักมากกมาย ขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจ ที่จะมีการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง ลดต้นทุนอย่างไรบ้าง รวมถึงวิธีการ เครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด.

Saturday, January 7, 2017

แนวทางการลดต้นทุนการผลิตด้วยการบริหารระบบ Logistic & Supply Chain

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน การแข่งขันด้านราคาก็มีผลเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าสินค้าจากประเทศจีนได้แพร่กระจายทั่วหลายในประเทศไทย โดยมีจุดเด่น คือ ราคาถูก จนบางครั้งเมื่อสินค้านั้นชำรุดเสียหายก็แทบจะไม่ต้องเสียดายกันเลยทีเดียว.
ถ้าดูจากที่ตั้ง ระยะทางจากประเทศจีนมายังประเทศไทยนับว่าไกลมาก จนไม่น่าเชื่อว่าสินค้าจะมีราคาถูกขนาดนี้ ตีสินค้าไทยกระจุยถึงแม้ว่าคุณภาพจะดีบ้าง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างร้านทุกอย่าง 20 บาท เป็นต้น.
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำ สามารถแข่งขันกับสินค้าภายในประเทศได้ก็คือ การลดต้นทุนการผลิตด้วยการบริหารระบบ โลจิสติกส์ (Logistic) และ ซัพพลายเชน (Supply Chain)
โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นระบบที่งานสอดคล้องกัน เกื้อหนุนกัน บางครั้งอาจจะบอกได้ว่าโลจิสติกส์เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน หรือ ซัพพลายเชนเป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ก็ได้ ซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่ประเด็นที่ต้องนำมาถกเถียงกันมากนัก.
ระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เป็นระบบที่ค่อนข้างกว้างครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการตลาด การขาย การผลิต ผู้ขาย ผู้รับเหมาช่วง สินค้าคงคลัง บัญชี ฝ่ายบุคคล ฝ่ายการเงิน การส่งมอบ ลูกค้า นั่นก็คือทั้งหมดในระบบของวงจรธุรกิจนั่นเอง.
ระบบโลติสจิกส์และซัพพลายเชนจะเข้ามาช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างไร?
ตัวอย่างที่ 1
การที่เราสามารถส่งสินค้าได้ครั้งละมากๆ ไปพร้อมกันในคราวเดียวกันช่วยลดต้นทุนการขนส่งต่อหน่วยได้ เช่น

  • ค่าสินค้า 100 บาทต่อหน่วย
  • ค่าขนส่ง 1,000 บาทต่อเที่ยว (ส่งได้สูงสุดเที่ยวละ 100 หน่วย)
  • ดังนั้น ถ้าส่งของแค่หนึ่งชิ้น สินค้าชิ้นนั้นก็จะมีราคาชิ้นละ 1,100 บาท แต่ถ้าส่งสินค้าเต็มที่ 100 ชิ้น สินค้าก็จะมีราคาแค่ 11 บาทต่อชิ้นเท่านั้นเอง. 



Thursday, March 31, 2016

ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย (Marginal Cost)

ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย คือ ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วยผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วย เช่น อัตราการผลิตที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็น 100 หน่วยต่อวัน ต้นทุน 100 บาท เราต้องการเพิ่มจำนวนการผลิตเป็น 200 หน่วยต่อวัน โดยเพิ่มเงินลงทุนอีกเป็นจำนวนเงิน 100 บาท ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วยจะเป็น 1 บาท แต่ถ้าเราเพิ่มอัตราการผลิตเป็น 300 หน่วยต่อวัน ต้นทุนเพิ่มอาจจะมีค่าเพียง 150 บาท ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วยมีค่าเพียง 0.75 บาทต่อหน่วย กรณีที่ที่การขยายเพิ่มจากเดิมต้นทุนเพิ่มต่อหน่วยจะมีค่าที่เป็นประโยชน์ต่อการัดสินใจ ส่วนมากมักจะตัดสินใจผิดพลาดเนื่องจากยึดถือต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยแทนที่จะใช้ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย ตัวอย่างข้างต้น ถ้าต้นทุนเป็น 100 บาท เมื่ออัตราการผลิต 100 หน่วยต่อวัน ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยเท่ากับ 1 บาท เมื่อเพิ่มอัตราการผลิตเป็น 200 หน่วยต่อวันต้นทุนการผลิต 200 บาท ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยเป็น 1 บาท ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย 1 บาท แต่ถ้าอัตราการผลิตเพิ่มเป็น 300 หน่วยต่อวัน ต้นทุนการผลิต 250 บาท จะได้ต้นทุนต่อหน่วย 0.83 บาท และต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย 0.75 บาท ถ้าขายได้ระหว่าง 101 ถึว 200 หน่วย โดยตั้งราคาขายเกินหนึ่งบาทเป็นใช้ได้ แต่ถ้าขายได้มากขึ้นกว่า 200 หน่วย ทุกหน่วยที่เพิ่มขึ้นจะขายได้ในราคามากกกว่า 0.75 บาทก็เพียงพอ แทนที่จะต้องตั้งราคาขายสูงกว่า 0.83 บาทต่อหน่วย ซึ่งอาจจะทำให้ให้ขายลำบากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าขายได้ราคาสุงกว่า 0.83 บาทต่อหน่วย ย่อมเป็นการดีกว่า.

Thursday, March 24, 2016

ต้นทุนเพิ่ม (Increment Cost)

ต้นทุนเพิ่ม คือ เงินทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการที่ธุรกิจขยายตัวเพิ่มจากระดับหนึ่งไปเป็นอีกระดับหนึ่ง ต้นทุนชนิดนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบระดับการลงทุนของโครงการลงทุนใดๆ ที่เพิ่มขึ้น ผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมจะต้องคุ้มเกินกว่าจำนวนเงินที่เป็นต้นทุนเพิ่ม.

Thursday, March 17, 2016

ต้นทุนเปลี่ยนย้ายได้ (Postponable Cost)

ต้นทุนเปลี่ยนย้ายได้ เป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายซึ่งสามารถกำหนดเพิ่มหรือลด และเปลี่ยนไปตามความจำเป็นในช่วงเวลาต่างๆ หรือมีลักษณะเปลี่ยนย้ายได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาจะเพิ่มหรือลดตามวาระที่เหมาะสมได้ เช่น ในภาวะที่มีกำไรเราก็จัดค่าใช้จ่ายส่วนนั้นให้สูง ในภาวะที่ไม่มีกำไรมากหรือขาดทุนเราก็จัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้น้อย ต้นทุนที่ไม่สามารถเปลี่ยนย้ายได้จะเป็นตน้ทุนที่ต้องชำระในจำนวนที่กำหนดโดยไม่อาจจะลดหรือเพิ่มได้ เช่น ต้นทุนแรงงงาน.

Thursday, March 10, 2016

ต้นทุนการทดแทนสินทรัพย์ (REplacement Cost)

ต้นทุนการทดแทนสินทรัพย์ หมายถึง ค่าใช้จ่ายต่าๆ ที่ต้องชำระเพื่อการได้มาซึ่งสินทรัพย์เพื่อการผลิตหรือบริการซึ่งจะนำมาทดแทนสินทรัพย์ที่มีอยู่ เช่น ค่าเครื่องจักร ค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งรวมกัน เครื่องจักรเมื่อมีอายุการใช้งานมากขึ้น จะมีประสิทธิภาพลดลง ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงรักษาจะสูงขึ้น การทดแทนด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงกว่า จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตได้ ในกรณีที่เครื่องจักรไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้งานได้ จะมีการลงทุนเป็นต้นทุนการทดแทนเครื่องจักรเพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตต่อไปได้.

Thursday, March 3, 2016

ต้นทุนตามบัญชี (Book Cost)

ต้นทุนตามบัญชี คือ ต้นทุนของสินทรัพย์เมื่อหักค่าเสื่อมราคาไปแล้ว โดยทั่วไป เมื่อมีการซื้อสินทรัพย์ใดๆ จะมีการบันทึกต้นทุนสินทรัพย์ตามระบบบัญชีและหักค่าเสื่อมราคาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงขณะใดขณะหนึ่ง ตัวเลขที่บันทึกได้จะเป็นตน้ทุนตามบัญชีของสินทรัพย์นั้นๆ  ต้นทุนตามบัญชีจึงเป็นเพียงตัวเลขที่บันทึกไว้เท่านั้น ส่วนต้นทุนจริงจะเป็นเท่าไหร่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งค่าของต้นทุนจริงจะมากหรือน้อยกว่าต้นทุนตามบัญชีก็ได้ เช่น ต้นทุนตามบัญชีของเครื่องจักรเป็นเงิน 1,200,000 บาท ราคาจริงๆของเครื่องจักรนั้นอาจเป็น 1,500,000 บาท หรือ 900,000 บาทก็ได้.

Monday, February 29, 2016

ต้นทุนจม (Sunk cost)

ต้นทุนจม คือ ต้นทุนที่ได้ชำระไปหมดแล้ว จึงนับเป็นต้นทุนของอดีตซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในอนาคต เช่น เครื่องจักรที่ซื้อในจำนวนเงิน 1,200,000 บาท เมื่อปีก่อนจะถือเป็นต้นทุนจม ถ้าฝ่ายบริหารคิดจะเปลี่ยนเครื่องจักรในปีนี้ ต้นทุน 1,200,000 บาท ที่ลงทุนไปแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในการเปลี่นแปลงเครื่องจักรนี้ด้วย นอกจากนี้ ต้นทุนจมยังหมายถึง ต้นทุนส่วนที่ขาดหายไปของราคาเครื่องจักรที่กำหนดไว้ เช่น เครื่องจักรที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว 5 ปี ในปัจจุบันมีราคาตามบัญชี 500,000 บาท ถ้าเราขายเครื่องจักรนี้ได้เพียง 150,000 ต้นทุนจมจะเป็น 50,000 ที่ขาดหายไป

Wednesday, February 24, 2016

ต้นทุนอนาคต (Future Cost)

ต้นทุนอนาคต คือ ต้นทุนประมาณการเพื่อใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต เช่น การจัดซื้อสินทรัพย์ที่ใช้ในปีหน้า ราคาสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเรื่องของอนาคต ถ้าจะมีการจัดซื้อเครื่องจักรในราคา 1,000,000 บาทในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง (Price Constant) เราจะสามารถเตรียมค่าใช้จ่ายในปัจจุบันเป็นจำนวนเงินไม่ถึง 1,000,000 บาท เนื่องจากค่าของเงินที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา ซึ่งมีการคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ถึงอนาคต.

Tuesday, February 23, 2016

ต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost)

ต้นทุนเสียโอกาสเป็นลักษณะขาดทุนกำไรที่ควรจะได้ การเสียโอกาสหรือเสียผลประโยชน์ที่พึงจะได้จะถือเป็นต้นทุนในลักษณะหนึ่ง โดยมากต้นทุนชนิดนี้จะเกิดขึ้นเนื่องจากความจำกัดของทรัพยากร หรือจากการมีทางเลือกที่มีเงื่อนไขความจำเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากเรื่องต้นทุน เช่น ผลิตสินค้าไม่ทันขายเนื่องจากกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ทำให้เกิดขึ้นทุนเสียโอกาสจากผลกำไรที่น่าจะได้จากการขายผลิตภัณฑ์ เช่น พื้นที่โรงงานเมื่อไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ทางการผลิตจะมีต้นทุนเสียโอกาสต่อตารางเมตรเท่ากับ 25 บาทต่อเดือน..

Monday, February 22, 2016

ประเภทของต้นทุน

ต้นทุนมีความหมายที่แตกต่างกันไปโดยมีรูปแบบและลักษณะการประเมินต่างๆ กัน รวมทั้งเวลาเมื่อต้นทุนนั้นเกี่ยวข้องอยู่ การใช้ต้นทุนสำหรับการวิเคราะห์โครงงานต่างๆ จึงมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น ต้นทุนในความหมายทางบัญชีจะแตกต่างกับต้นทุนในทัศนะของผู้บริหาร ต้นทุนสามารถแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับการใช้งานและลักษณะปัญหาที่จะวิเคราะห์ ต้นทุนชนิดหนึ่งใช้ได้กับงานลักษณะหนึ่งแต่จะใช้กับงานอีกลักษณะหนึ่งไม่ได้ เช่น ต้นทุนที่ใช้ในทางการบัญชีจะเป็นต้นทุนเพื่อการตัดสินใจบางอย่างไม่ได้ ตัวอย่างง่ายๆ คือ ต้นทุนมาตรฐานของสินค้าในระบบัญชีจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเนื่องจากราคาวัตถุดิบที่เปลี่ยนไป ต้นทุนมาตรฐานดังกล่าวจะใช้เป็นต้นทุนเพื่อกำหนดให้ราคาสุงขึ้นไม่ได้ ในการประเมินต้นทุนถ้าใช้ชนิดของต้นทุนไม่ถูกต้ิงหรือใช้วิธีการประเมินต้นทุนที่ไม่เหมาะสม จะทำให้การวิเคราะห์โครงการถูกบิดเบือนไปได้ ตัวอย่างเช่น การประเมินต้นทุนสินทรัพย์ซึ่งมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจำพวกค่าเช่าและค่าประกันภัย ถ้าเรานำมาใช้เป้นส่วนในการคิดกำไรขาดทุนของธุรกิจในขณะที่เวลาในการใช้สินทรัพย์นั้นๆ ยังไม่หมดสิ้นก็จะผิดจากข้อเท็จจริงไป นอกจากนี้ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายขณเวลาต่างๆ กัน จะมีค่าแตกต่างกันเนื่องจากความสัมพันธ์ของเวลากับเงิน การประเมินค่าใ้จ่าย ณ จุดที่เวลาต่างกันโดยไม่นำเอาอัตราดอกเบี้ยมาคิดด้วย ก็อาจจะทำให้การวิเคราะห์ผิดไปได้
ต้นทุนมีรูปแบบและลักษณะของการประเมินแตกต่างกันออกไป สามารถแยกเป็นประเภทต้นทุนต่างๆ ได้ดังนี้
- ต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost)
- ต้นทุนอนาคต (Future Cost)
- ต้นทุนจม (Sunk Cost)
- ต้นทุนตามบัญชี (Book cost)
- ต้นทุนการทดแทนสินทรัพย์ (Replacement Cost)
- ต้นทุนเปลี่ยนย้ายได้ (Postponable Cost)
- ต้นทุนเพิ่ม (Increment Cost)
- ต้นทุนเพิ่มต่อหน่วย (Marginal Cost)
- ต้นทุนเงินสด (Cash Cost)
- ต้นทุนประจำงวด (Period Cost)
- ต้นทุนเพื่อการตัดสินใจ (Desicion Maing Cost)
- ต้นทุนแยกได้และต้นทุนร่วม (Tracable and Common Cost)
- ต้นทุนควบคุมได้และต้นทุนลดได้ (Controllable and Reducible Cost)
- ต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม (Direct Cost and Indirect Cost)
- ต้นทุนค้างจ่ายและต้นทุนรอการตัดบัญชี (Accrued and deferred Cost)
- ต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผัน (Fix Cost and Variable Cost)
- ต้นทุนเริ่มแรกและต้นทุนดำเนินงาน (First and Operating cost)

Friday, February 19, 2016

แนวคิดเกี่ยวกับบัญชีต้นทุน

ต้นทุนเป็นมูลค่าของทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตหรือการให้บริการ เป็นส่วนที่เรียกว่ามุลค่าของปัจจัยเข้า (Input Value) ของระบบ ต้นทุนจึงเป็นเงินสดหรือค่าใช้จ่ายในรูปแบบอื่นที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการหรือผลผลิต ในทางธุรกิจ ต้นทุน คือ ค่าใ้จ่ายส่วนที่จ่ายไฟเพื่อให้ได้มาซึ่งซึ่งผลตอบแทนหรือรายได้ ต้นทุนจึงเป้นส่วนสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจต่างๆ

ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และความสูญเสีย

ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และความสูญเสีย โดยแท้จริงเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จะมีความหมายที่แตกต่างกันในด้านความหมายในารใช้งาน ต้นทุนและความสูญเสียต่างก็เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของเงินสดหรือสิ่งแลกเปลี่ยนใดๆ ย่อมถือได้ว่าเป็นสิ่งที่จ่ายไผเพื่อให้ได้ผลผลิต
ค่าใช้จ่าย (Expense) หมายถึง ต้นทุนในการให้ได้รายได้สำหรับช่วงระยะเวลาใดๆ เช่น เงินเดือนในสำนักงาน ค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินหรือสิ่งแลกเปลี่ยนที่จ่ายไปเพื่อใช้ในการบริการซึ่งตัดลดทอนจากส่วนใฃรายได้ในงวดบัญชีใดๆ จึงมักจะใช้ในด้านรายได้ทางการเงินมากกว่าใช้ในระบบบัญชีทรัพย์สิน
ต้นทุน (Cost) หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปสำหรับปัจจัยทางการผลิตเพื่อให้เกิดผลผลิต ต้นทุนจึงเป็นส่วนที่ใช้สำหรับนิยาม อัตราผลิตภาพหรือผลิตภาพ (Productivity) ซึ่งเท่ากับผลผลิต (Output) หารด้วยปัจจัยนำเข้า (Input) ต้นทุนจึงเป็นมูลค่าที่วัดได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ของทรัพยากรที่ใช้ และต้นทุนมีลักษณะที่ใช้จ่ายไปเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ถือเป็นสินทรัพย์ได้ เช่น คงคลังของวัสดุ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป
ต้นทุน (Cost) กับ ความสูญเสีย (Lost) ความจริงแล้วมีความหมายในเชิงเป็นค่าใช้จ่ายทั้งคู่เหมือนกัน แต่ถ้าจะพิจารณาความแตกต่างของความหมายพอจะสรุปง่ายๆ ได้ดังนี้
ต้นทุน คือ ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วเกิดผลผลิตหรือบริการที่่เป็นสินทรัพย์
ต้นทุน คือ ข้อมูลทางบัญชี เพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุมการดำเนินงาน ในด้านการวางแผน ข้อมูลต้นทุนที่ได้จะช่วยในการทำงบประมาณและประมาณการต้นทุนการผลิต กำหนดราคาขาย ประมาณการผลกำไร และใช้ในการตัดสินใจการลงทุนและการขยายงาน ในดา้นการควบคุม จะใช้ในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับงบประมาณต้นทุนที่กำหนดไว้เพื่อช่วยให้ฝ่ายบริหารรับรู้ถึงการปฏิบัติที่ไม่มีประสิทธิภาพเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี
ความสูญเสีย คือ ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วเกิดผลได้น้อยกว่าหรือค่าเสียหายที่ต้องจ่ายโดยไม่มีผลตอบแทน และเป็นค่าใ้จ่ายที่ถูกตัดออกจากส่วนของผู้ถือหุ้นมากกว่าที่จะหักจากส่วนของการลงทุน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือเกิดจากสิ่งผิดปกติตามธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ ตึกถล่ม เป้นต้น
ต้นทุนกับความสูญเสียเป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่มีเส้นแบ่งเขตซึ่งทำให้ตนทุนกลายเป็นความสูญเสียเมื่อผลได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย เมื่อปรับค่าใช้จ่ายให้เกิดผลประโยชน์มากขึ้นทำให้สร้างผลได้มากกว่าความสูญเสียจะกลายเป็นต้นทุนไป การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในเชิงต้นทุนจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่ากังวลเนื่องจากจะได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันถ้าสามารถลดค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นต้นทุนลงได้โดยผลผลิตเท่าเดิมหรือมากกว่าก็จะเป็นการดี แนวคิดตรงนี้คงจะสามารถช่วยให้ผู้บริหารเลิกกังวลต่อต้นทุนและกังวลต่อความสูญเสียมากกว่า.

Wednesday, February 11, 2015

ระบบบัญชีต้นทุน

การวิเคราะห์ต้นทุนอุตสาหกรรม เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการสะสมค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถประมวลผลข้อมูลค่าใช้จ่ายสรุปเป็นต้นทุนการผลิตของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการสะสมค่าใช้จ่ายด้านการขายและการบริหารเพื่อกำหนดหาต้นทุนสินค้าขาย กระบวนการการในการบันทึกและประมวลผลข้อมูลค่าใช้จ่าย จะเป็นกิจกรรมของการบัญชีต้นทุน ดังนั้น ระบบบัญชีต้นทุนจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวิเคราะห์ต้นทุนอุตสาหกรรม
การบัญชีต้นทุน
การบัญชีต้นทุน เป็นวิธีการในการหาต้นทุนตามวัตถุประสงค์ของฝ่ายบริหาร หรือเป็นศิลปะในการค้นหาต้นทุนเพื่อให้ในการบริหารและตัดสินใจเกี่ยวกับต้นทุน ขอบเขตของการบัญชี ต้นทุนจึงครอบคลุมทั้งด้านการหาต้นทุนที่ได้ขึ้นแล้วจากการผลิต แยกเป็นต้นทุนแผนกศูนย์การผลิต หรือต้นทุนผลิตภัณฑ์ และยังใช้ข้อมูลในการบริหารเกี่ยวกับต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วและต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ระบบบัญชีต้นทุน เป็นระบบในการดำเนินงานเกี่ยวกับ การบันทึก การแยก การสะสม การควบคุม และการจัดสรรค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อกำหนดเป็นต้นทุนในการดำเนินงาน โดยมีการแยกประเภทต้นทุนไปตามพฤติกรรมของต้นทุน กิจกรรม หรือกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ผลิตภัณฑ์และลักษณะงานอื่นๆ ทั้งนี้ จะเป็นไปตามชนิดของการประเมินหรือการวัดผลที่ต้องการ

ค่าใช้จ่ายต่างๆ  จะบันทึกสะสมในบัญชีของงาน กระบวนการ ผลิตภัณฑ์ หรือธุรกิจส่วนใดๆ  โดยจะสามารถใช้ข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานบัญชีต้นทุนซึ่งผ่านการคำนวณ จัดทำรายงาน และวิเคราะห์ต้นทุนของการดำเนินงานต่างๆ เช่น การดำเนินการของกระบวนการผลิตหรือบริการ การดำเนินงานของโครงการพิเศษต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับผู้บริหารเพื่อใ้ช่วยในการกำหนดแผนงาน การควบคุม และการตัดสินใจทางเลือกต่างๆ ของการดำเนินงาน

การบัญชีต้นทุน มีหน้าที่บันทึกค่าใช้จ่ายเพื่อกำหนดต้นทุนการดำเนินงานทั้งทางการผลิตและการบริการ โดนมีวัตถุประสงค์หลักๆ 3 ประการ คือ

1.จัดหาข้อมูลต้นทุนเพื่อวัดผลการดำเนินงาน โดยใช้ในการคำนวณรายได้และประเมินผลกำหนดมูลค่าของพัสดุคงคลัง โดยการจัดทำงบรายได้และงบดุล(Income Statement and Balance Sheet)
2.จัดหาข้อมุลให้แก่ผู้บริหารในการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานหรือควบคุมกิจกรรมขององค์กร โดยมีการจัดทำรายงานการควบคุม
3.จัดหาข้อมูลเพื่อวางแผนและการตัดสินใจ โดยการจัดทำรายงานการศึกษาและวเิคราะห์ (Studied and Analysis Report)


Wednesday, September 24, 2014

วิศวกรรมคุณค่า (Value Engineering)


วิศวกรรมคุณค่ากับการลดต้นทุนการผลิต

วิศวกรรมคุณค่า หรือ VE  (Value Engineering) คือ การนำหลักทางทางวิศวกรรมเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์กระบวนการต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ “การลดต้นทุนการผลิต

การกำเนิดแนวคิดวิศวกรรมคุณค่า

    วิศกรรมคุณค่าเกิดขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1938-1945). สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะจำพวกโลหะ เหล็กทุกชนิด.
    เช่นเดียวกัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับผลกระทบนี้มากแต่ในขณะเดียวกันก็มีความต้องการใช้วัสดุจำพวกนี้ในกิจการทางการทหาร หนึ่งในนั้นก็คือ การผลิตเครื่อง Turbo Supercharger ให้ได้จำนวน 1000 เครื่องภายในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อใช้สำหรับเครื่องบิน B-24 และ B-29. และในครั้งนี้เองนาย Lawrence Miles ซึ่งเป็นวิศวกรจัดซื้อของบริษัท General Electric Company ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับคำสั่งให้หาวัตถุดิบและผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ ลองนึกภาพตามนะครับว่ามันจะสำคัญแค่ไหน ในขณะที่กำลังเกิดสงครามอยู่แต่วัตถุดิบในการผลิตยุทโธปกรณ์ทางการทหารขาดแคลน ภาระกิจที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับในสถานการณ์เช่นนี้. แต่แล้ว นาย Lawrence Miles เค้าก็สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เค้าพยายามแล้ว พยามอีก จนกระทั่งเกิดแนวคิดที่ว่า “ในเมื่อหาและผลิตมันไม่ได้ ทำไมไม่ลดหน้าที่การทำงาน (Function) ลงล่ะ” ซึ่งก็หมายถึง การตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือเปลี่ยนไปใช้วัสดุอย่างอื่นแทนที่สามารถทำงานได้เหมือนกันโดยที่คุณภาพไม่ลดลง แต่ต้นทุนต่ำลง. จึงเป็นที่มาของเทคนิค วิศกรรมคุณค่า หรือ Value Engineering (VE) และมีการพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ทำวิศวกรรมคุณค่าไปทำไม?



วิศวกรรมคุณค่ามีเหตุผลหลัก คือ “การลดต้นทุนการผลิต” โดย
    - กำจัดส่วนเกิน ต้นทุนวัสดุลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงไปด้วย
    - เปลี่ยนไปใช้อย่างอื่นที่ใช้แทนกันได้ ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่า คำว่าแทนกันได้หมายถึง ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน คุณภาพไม่ลดลง
    - ลดกระบวนการให้สั้นลง ผลิตงานได้เร็วขึ้น ทำให้ต้นทุนกระบวนการลดลง

วิศวกรรมคุณค่าไม่เพียงแต่สามารถลดต้นทุนการผลิตและส่งผลดีต่อหน่วยงานที่เกี่ยวกับการผลิตเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกสาขา เนื่องจากวิศวกรรมคุณค่าเป็นกระบวนการทางความคิด กระบวนการทางการวิเคราะห์ กระบวนการหาเหตุผล จึงสามารถให้คุณค่า (Value) หลายๆ ด้านขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน



ตัวอย่างแนวคิดในการประยุกต์ใช้ วิศวกรรมคุณค่า กับการทำงานในสาขาต่างๆ


1.ฝ่ายขาย : สามารถลดต้นทุนการเดินทางไปลูกค้า เช่น ค่าน้ำมัน, ค่าทางด่วน ได้โดย การวางแผนงานเดินทาง โดยอาจแบ่งกลุ่มของลูกค้าตามวัตถุประสงค์และความสำคัญ เช่น การแบ่งกลุมของลูกค้าที่มีเปอร์เซ็นต์ในการขายรวมกันแล้ว 50% และแบ่งเป็นกลุ่มย่อยที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แนวคิดนี้คือ การจัดกลุ่มของลูกค้าที่มียอดขายสูงให้มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ในเมื่อค่าน้ำมันต่อหนึ่งกิโลเมตรเท่ากัน แล้วทำไม่เลือกที่ที่มันให้ผลตอบแทนสูงกว่าล่ะ ส่วนลูกค้าที่มียอดขายต่ำกรณีอาจจะติดต่อด้วยวิธีอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าก่อน เช่น โทรศัพท์, ส่งอีเมล เป็นต้น


2.ฝ่ายออกแบบ : ฝ่ายออก แบบเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่สามารถนำแนวคิดของวิศวกรรมคุณค่ามาใช้ในการลด ต้นทุนการผลิตได้อย่างหลากหลายเห็นเห็นภาพชัดเจนมากที่สุด แต่ก็ไม่ง่ายเลยที่เดียวนะครับสำหรับกระบวนการออกแบบ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มีกระบวนการซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องมีเหตุผลทางด้านวิศวกรรมประกอบ รวมทั้งต้องมีการทดลอง ทดสอบ เพื่อยอมรับผลการเปลี่ยนแปลงนั้น.
    นอกจากปรับเปลี่ยนภายหน่วยงานหรือองค์กรณ์แล้ว บางครั้งการเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบก็ยังเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของลูกค้าด้วย ซึ่งการขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงกับลูกค้านั้นค่อนข้างยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลยทีเดียว อาจะมีการนำเสนอในแนวทางที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ทำให้คุณสมบัติในการทำงานของลูกค้าลดลง(มีผลการทดลองประกอบ)

3.ฝ่ายวางแผนการผลิต : การวางแผนการผลิตที่ดีจะต้อง การหาระยะทางในการผลิตที่สั้นที่สุด ไม่มีการหยุดชะงักระหว่างการผลิต การนำเทคนิควิศวกรรมคุณค่ามาใช้ในการวางแผนการผลิต เช่น การตัดกระบวนการที่ไม่จำเป็นออก, การทำสต๊อกสำหรับบางกระบวนการ, เป็นต้น

4.ฝ่ายผลิต : เทคนิควิศวกรรมการผลิตช่วยให้สามารถแยกแยะสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็นในกระบวนการผลิตได้ดี เช่น กระบวนการสนับสนุนการผลิตบางอย่างไม่ได้ก่อให้เกิดผลผลิตโดยตรงอาจจะสามารถตัดออกได้ เป็นต้น

5.ฝ่ายคลังสินค้า : วิเคราะห์หาปริมาณการจัดเก็บและการสั่งซื้อที่ต่ำที่สุด ภายใต้เงื่อนไขว่าวัตถุดิบต้องมีเพียงพอต่อการผลิต, การวาง layout การจัดเก็บให้หาสินค้าได้ง่าย เพื่อความสะดวกในการควบคุมและการเบิกจ่าย เป็นต้น
 

Thursday, September 18, 2014

ระบบการผลิต

ระบบการผลิต คือ ระบบที่นำมาใช้กับการผลิต รวมถึงรูปแบบ วิธีการต่างๆ ของกระบวนการผลิตที่ใช้ในการการผลิต ทั้งการวางแผนการผลิต, การควบคุมการผลิต, การวิเคราะห์การผลิต, การควบคุมวัตถุดิบในการผลิต เป็นต้น.
การมีระบบการผลิตที่ดีจะทำให้กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพสูง การสูญเสียน้อย , ระยะเวลาในการผลิตที่รวดเร็ว หรือ QCD
Q = Quality หมายถึง “ผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพดี” ตรงกับความต้องการของลูกค้า
C = Cost  หมายถึง “มีต้นทุนในการผลิตต่ำ ” ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันและโอกาสในการขาย
D = Delivery หมายถึง “การส่งมอบงานต้องทันตามกำหนด” ภายใต้คุณภาพที่ลูกค้ากำหนด
ซึ่งการที่จะผลิตสินค้าให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีทั้ง QCD แล้ว จำเป็นต้องอาศัยระบบที่ดีด้วย การที่จะเลือกระบบการผลิตมาใช้ให้เหมาะสมกับงานนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะว่าไม่มีระบบใดที่ดีที่สุด มีเพียงระบบที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ ที่สุด.
ระบบการผลิตที่สำคัญได้แก่

1. ระบบการวางแผนการผลิต

ระบบการวางแผนการผลิตรับว่ามีความสำคัญในระบบการผลิตเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการวางแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทั้งหมดเริ่มตั้งแต่รับคำสั่งซื้อหรือสั่งผลิตจากฝ่ายขาย หลังจากนั้นก็ทำการวางแผนการผลิตและแผนการส่งมอบ จนกระทั่งสินค้าถูกส่งถึงลูกค้า.

2. ระบบการดำเนินงาน

ระบบการดำเนินงานในการผลิตหมายถึง ระบบบริหารจัดการ โดยเน้นไปที่การบริหารงานในระดับต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระบบการผลิต เช่น การวางผังการการบริหารงานของบุคลากรทางการผลิต, การวางแผนการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน, การวางแผนด้านสรรหาด้านบุคลากรที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

3. ระบบควบคุมการผลิต

ระบบควบคุมการผลิต เป็นการบริหารจัดการ วางแผนและควบคุมและแก้ปัญหาให้ระบบการผลิตเป็นไปอย่างราบรื่น ต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพสูง และสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายการผลิตตามที่แผนการผลิตที่ตั้งไว้ได้. การบริหารระบบการผลิตนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว เพราะในขบวนการผลิตผลิตมีปัญหาเกิดขึ้นมามากมาย ทั้งเรื่องของพนักงาน, ปัญหาคุณภาพงาน, เครื่องจักร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย จึงต้องอาศัยระบบการควบคุมการผลิตที่ดีช่วยสนับสนุน

4. ระบบวิเคราะห์การผลิต

ระบบการวิเคราะห์การผลิตจะทำหน้าที่จำเก็บข้อมูล เฝ้าติดการระดับข้อมูลรวมถึงความเปลี่ยนแปลง เพื่อนำมาทำการวิเคราะห์หาสาเหตุและประสิทธิภาพที่แท้จริง. ระบบการวิเคราะห์การผลิตที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องสามารถบ่งบอกถึงสถานะ ปัญหาที่แท้จริงรวมถึงคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับกระบวนการผลิตได้แม่นยำ.

5. ระบบปรับปรุงการผลิต


ระบบปรับปรุงการผลิต เป็นการนำเอาข้อมูลที่มีซึ่งส่วนใหญ่มาจากระบบวิเคราะห์การผลิตมาหาวิธีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทั้งในส่วนของอัตราผลผลิตที่เพิ่มขึ้น, ลดความสูญเสียต่างๆ ในกระบวนการ และลดระยะเวลาในการผลิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ QCD (Quality-Cost-Delivery)

Monday, June 23, 2014

ปัญหาการคำนวณต้นทุนของการผลิตงานสั่งทำ

งานสั่งทำ หรือการผลิตแบบ make to order จะแตกต่างกับการผลิตแบบ mass production พอสมควร  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการผลิตที่ไม่แน่นอน มีการปรับเปลี่ยนตามการออกแบบในแต่ละครั้ง เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตต้องมีความยืดหยุ่นสูงเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสิ่งที่ยุ่งยากตามมาคือ การคำนวณต้นทุนการผลิต อาจจะต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคเข้ามาช่วยด้วย อาจคำนวณโดยฝ่ายวิศวกรม

ขน

Wednesday, April 9, 2014

แนวทางลดต้นทุนการผลิตตามแบบฉบับญี่ปุ่น (จากประสบการณ์ในญี่ปุ่น)่

แนวทางการลดต้นทุนที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ ผมได้เรียนรู้จากการได้มีโอกาสมาฝึกอบรมที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาสองเดือน ผมไม่ได้เห็นประเทศญี่ปุ่นดีกว่าไทยนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าเราอยากพัฒนา อยากให้มองส่วนที่ดีของเค้ามาพัฒนาส่วนที่ด้อยของเรา

5 ส.

การทำ 5 ส. ขอญี่ปุ่นจะทำกันอย่างจริงจังมาก เช่น การแยกขยะ อย่างผมมาใหม่ๆ หรือจนกระทั่งทุกวันนี้ จะทิ้งขยะ ก็ต้องดูให้ดีว่าทิ้งถูกต้องหรือไม่ เพราะเค้าจะมีถึงขยะแยกกันอย่างชัดเจนมาก มีตารางการเก็บขยะประจำสัปดาห์. อ้าว!แล้วมันเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิตตรงไหนชั่ยมั๊ยล่ะครับ ลองคิดดูนะครับ การที่เราแยกขยะกันอย่างชัดเจน คนที่มาเก็บขยะก็ไม่ต้องเสียเวลาไปแยกอีก ทำให้ลดเวลาในการทำงาน อีกทั้งการกำจัดขยะก็ทำได้ง่าย. กลับมามองดูที่งานของเรานะครับ สมมติว่าคุณอยู่ในสายการผลิต คุณมีการแยกวัสดุที่ยังไม่ใช้และที่เป็นเศษออกจากกันชัดเจน เมื่อคุณต้องทำงานคุณก็สามารถหยิบมาใช้งานได้เลยโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาแยกว่าอันไหนเอา อันไหนไม่เอา สรุปว่าคุณใช้เวลาทำงานน้อยลง และถ้าคุณเอาเวลาตรงนั้นไปทำการผลิตงาน ก็จะได้งานมากขึ้น อัตราผลผลิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยก้จะลดลงด้วยเช่นกัน

ระเบียบวินัยของคน

ระเบียบวินัยเป็นเรื่องที่ผมขอยกย่องชมเชยประเทศญี่ปุ่นแล้วกันนะครับ เช่น
  • แทบจะไม่เจอตำรวจ อาจเป็นเพราะว่าคนที่นี่เค้ารักษาาระเบียบวินัยกันมาก โดยเฉพาะการจราจร ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ยานพาหนะ หรือแม้กระทั่งคนข้ามถนนยังต้องรอสัญญาณไฟ. => เมื่อการจราจรเป็นระเบียบ การขนส่งก็ทำได้สะดวกมากขึ้น ต้นทุนชิ้นงานก็สามารถควบคุมได้ง่าย
  • มีช่องสำหรับรถจักรยาน => ทำให้การเดินทางด้วยจักรยานสะดวกมากขึ้น ไม่มีการกีดขวางการจราจรบนทางเท้าหรือขอบถนน

เอาแค่เรื่อง 5 ส กับเรื่องระเบียบวินัยเล็กๆ น้อยที่ผมกล่าวมาก ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการผลิตได้ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตไปอีกทางด้วย.