Wednesday, July 31, 2013

ต้นทุนวัสดุ

ต้นทุนวัสดุเป็นส่วนประกอบหลักของต้นทุนการผลิตที่สำคัญมากที่ต้องมีการการคำนวณอย่างแม่นยำ ความยากง่ายในการคำนวณต้นทุนวัสดุก็จะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของการผลิต. บางผลิตภัณฑ์อัตราส่วนของต้นทุนวัสดุที่สูงมากเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต

ปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนวัสดุประกอบด้วย
1.การออกแบบ : การออกแบบมีผลต่อต้นทุนวัสดุโดยตรง โดยทั่วไปการออกแบบจะเป็นการนำเอาความต้องการของลูกค้ามาทำการออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับนโยบายว่าต้องการไปในแนวทางไหน เช่น ต้องการผลิตรถยนต์ให้มีน้ำหนักเบา ก็ต้องเลือกใช้วัสดุชนิดที่มีคุณสมบัติเบาแต่ก็ยังต้องคงทนไว้ซึ่งความแข็งแรงและทนทาน, ต้องการออกแบบรถจักรยานยนต์ที่มีราคาถูกที่สุดในตลาดของรถจักรยานยนต์รุ่นเดียวกัน อาจจะต้องยอมลดความระดับของวัสดุดิบลงมาเพื่อให้มีต้นทุนวัสดุที่ต่ำลง เป็นต้น
2.กระบวนการผลิต : การออกแบบกระบวนการผลิตมีผลต่อต้นทุนวัสดุคือ กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและทำงานยากนั้นโอกาสที่จะทำให้เกิดงานเสียในกระบวนการผลิตก็สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ผมที่ตามมาก็คือ ต้นทุนวัสดุและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
3.ความสูญเสียในการผลิต เช่น งานเสีย สมมติว่าเรามีต้นทุนวัสดุ 30% เมื่อมีงานเสียเกิดขึ้น 1 ชิ้น นั่นก็หมายความว่าเราต้องผลิตใหม่เพิ่มอีก 1 ชิ้น ใช้วัตถุดิบเพิ่มขึ้น 1 ชิ้นโดยที่เรายังขายได้ราคาแค่ 1 ชิ้น ไม่ใช่หรือชิ้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้นทุนวัสดุ = 60%

วัสดุการผลิตสามารถแบ่งออกได้โดยทั่วไป 4 ประเภท คือ
1.วัตถุดิบหรือ วัสดุการผลิต (raw material) เป็นวัสดุหลักที่ประกอบอยู่ในตัวผลิตภัณฑ์ ควรมีการควบคุมไม่ให้มีการขาด stock เนื่องจากมีผลกับการผลิตโดยตรง ในทางตรงกันข้ามก็ไม่ควรมีไว้มากเกินไป เนื่องจากว่ามีอัตราของต้นทุนสูงเมื่อเทียบกับวัสดุชนิดอื่นๆ การคำนวณต้นทุนการผลิต จะคำนวณเป็นหน่วยต่อผลิตภัณฑ์.
2.วัสดุสนับสนุนหรือประกอบการผลิต หรือ sub material เช่น ลวดเชื่อม, ดอกสว่าน, มีดกลึง เป็นต้น วัสดุประเภทนี้ อาจเป็นประเภทที่ช่วยในการขึ้นรูชิ้นงาน ตัดแต่งชิ้นงาน โดยส่วนมากจะไม่ติดไปกับผลิตภัณฑ์ การคำนวณต้นทุนการผลิต อาจคำนวณต่อหน่วยชิ้นงานก็ได้ หรือคำนวณแบบถัวเถลี่ยก็ได้ ตามความเหมาะสม
3.วัสดุส่งเสริมการผลิต เช่น อุปกรณ์ต่างๆ ในการ เช่น ส่งเสริมการผลิต เช่น พวกเครื่องมือต่างๆ, jig & fixture เพื่อช่วยให้การผลิตทำงานได้ง่ายขึ้น  การคำนวณส่วนมากจะจัดให้เป็นค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์แยกออกมาต่างหากจากต้นทุนวัสดุ
4.วัสดุสิ้นเปลืองหรือวัสดุใช้สอย วัสดุประเภทนี้ไม่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ เช่น ถุงมือ, ผ้าเช็ดมือ, กระดาษชำระ เป็นต้น

การคำนวณต้นทุน

ต้นทุนทั้งหมดประกอบด้วย : [ ต้นทุนสินค้าขาย + ต้นทุนด้านการตลาด + ต้นทุนด้านการบริการ ]

ต้นทุนสินค้าขาย นั้นหมายถึงผลรวมต้นทุนการผลิตที่ใช้ในการผลิตสินค้าทั้งหมด (กรณีที่เป็นธุรกิจการผลิต) ซึ่งรวมตั้งแต่วัตถุดิบทั้งทางตรงและทางอ้อม, ต้นทุนด้านแรงงานทั้งแรงงานทางตรงและแรงงานทางอ้อม, ต้นทุนด้านพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำ, ค่าขนส่ง เป็นต้น. ต้นทุนสินค้าขายส่วนมากจะแปรผันหน่วยของการผลิต ส่วนต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่แปรผันกับการผลิต แต่ก็ยังจำเป็นใช้ในการผลิต ซึ่งเปรียบเสมือนหน่วยสนับสนุนในการผลิต.
ต้นทุนด้านการตลาด หมายถึงต้นทุนที่ใช้ส่งเสริมการขาย, การบริการลูกค้า เช่น ค่าน้ำมันของพนักงานขาย, ค่าโทรศัพท์ของพนักงานขาย, ค่าจ้างทำโบชัวร์, ค่าโปรโมทสินค้าทางสื่อต่างๆ ซึ่งสรุปได้ กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขาย, การบริการลูกค้า นับเป็นต้นทุนทางการตลาด เพราะเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้เกิดการซื้อ-ขายเกิดขึ้น.
ต้นทุนด้านบริหาร : เช่นพวกธุรกิจโรงแรม, พนักงาน call center ล้วนแล้วแต่ว่าเป็นต้นทุนทังนั้น ต้นทุนพวกนี้จะถูกนำไปใช้ในการบริการเป็นหลัก ลักษณะของต้นทุนจะไม่แปรผันตามการผลิต


Sunday, July 28, 2013

องค์ประกอบของต้นทุนการผลิต

องค์ประกอบของต้นทุนการผลิต ประกอบด้วยค่าใช้จ่าย 3 ส่วน คือ

1.ค่าใช้จ่ายด้านวัสดุ (Material Cost)
2.ค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน (Labor Cost)
3.ค่าโสหุ้ย (Overhead)

วัตถุดิบ (material) เป็นวัสดุหลักที่นำถูกนำมาใช้ในการผลิตโดยตรง ส่วนมากจะประกอบอยู่ในตัวผลิตภัณฑ์ ดังนั้นต้นทุนการผลิตจึงประกอบด้วยวัตถุดิบที่ใช้ เช่น โรงงานผลิตขวดพลาสติก วัสดุดิบหลักที่ใช้ก็คือพลาสติก, โรงงานผลิตยางรถยนต์ วัตถุดิบที่ใช้คือยางพารา, โรงงานผลิตเสาคอนกรีตสำเร็จรูป วัตถุดิบหลักคือ ปูนซิเมนต์และเหล็ก เป็นต้น. วัตถุดิบที่ยกตัวอย่างมาเป็นวัตถุดิบหลักหรือที่เราเรียกว่า “วัตถุดิบทางตรง” เป็นวัสดุที่แปรผันกับการผลิตโดยตรงตามอัตราส่วนในสูตรการผลิต สามารถคำนวณได้ตามชิ้นงานที่ผลิต ซึ่งนับว่าเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ อัตราส่วนของต้นทุนการผลิตต่อราคาขายนั้นจะขึ้นอยู่กับกิจการและลักษณะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ตามประสบการณ์ที่ผมเจอมา ในอุตสาหกรรมประเภทการผลิตเครื่องมือ, การแปรรูปชิ้นส่วน (machining) ต้นทุนการผลิตของวัตถุดิบหลักอยู่ที่ประมาณ 30 – 50%
นอกจากนี้วัตถุดิบยังประกอบด้วย “วัตถุดิบทางอ้อม” หรือพวกค่าใช้จ่ายด้านวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ได้แปรผันกับการผลิตโดยตรง เช่น ถุงมือ, ผ้าเช็ดมือ, กาว, ตะปู,ลวดเชื่อม โดยต้นทุนการผลิตส่วนนี้จะถูกนำไปจัดไว้ในค่าโสหุ้ย

ค่าแรงงาน (labor cost) เป็นต้นทุนการผลิตที่ใช้ในการจ้างแรงงานเพื่อมาทำการผลิตสินค้าหรือแปรสภาพวัตถุดิบให้เป็นสินค้า ประกอบด้วยแรงงานทางตรง (direct labor) และแรงงานทางอ้อม (indirect labor). แรงงานทางตรงนั้นจะอยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง เช่น พนักงานควบคุมเครื่อง CNC, พนักงานประกอบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ต้นทุนการผลิตของแรงงานทางตรงนั้นจะแปรผันกับจำนวนที่ผลิตโดยตรง ส่วนมากจะวัดผลในรูปแบบของประสิทธิภาพการผลิต (productivity) เช่น

ค่าแรงของพนักงานประกอบชิ้นงาน 300 บาทต่อวัน
สามารถผลิตชิ้นงานได้ 150 ชิ้นต่อวัน
ดังนั้นประสิทธิภาพการผลิตของพนักงานเมื่อเทียบกับค่าแรงจะอยู่ที่ 50%

ประสิทธิภาพ 50% นี้ไม่ได้บ่งบอกว่าพนักงานทำงานไม่มีประสิทธิภาพเสมอไป เนื่องจากว่าเป็นการเทียบกับหน่วยของค่าแรงงานในการผลิตต่อในหนึ่งวัน ถ้ามองในทางกลับกันต้นทุนการลิตในส่วนของแรงงานทางตรงคือ 300 บาท/150 ชิ้น = 2 บาท/ชิ้น ส่วน 50% นั้นจะถูกนำไปใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการปรับปรุงประสิทธิภาพต่อไป.

ค่าแรงงานอีกอย่างหนึ่งคือ ค่าแรงงานทางอ้อม เช่น เงินเดือนพนักงานทำความสะอาด, พนักงานดูแลคลังสินค้า, เงินเดือนพนักงานออฟฟิต, เงินเดือนวิศวกร ซึ่งต้นทุนพวกนี้จะไม่ได้แปรผันกับการผลิตโดยตรง แต่ถ้ากรณีของการทำงานล่วงเวลา ก็ต้องพิจารณาด้วยว่างานที่ต้องทำในช่วงเวลานั้นเป็นการทำเพื่ออะไร ลักษณะไหน เช่น พนักงานดูแลคลังสินค้า ทำงานล่วงเวลาเพื่อคอยควบคุมเบิกจ่าสินค้าเหมือนช่วงเวลาปกติก็เป็นค่าใช้จ่ายแรงงานทางอ้อม แต่ถ้าเป็นการทำงานล่วงเวลาทำการผลิตตามใบสั่งก็จะกลายเป็นต้นทุนการผลิตทางตรงทันที

ค่าใช้จ่ายโรงงาน หรือค่าโสหุ้ยการผลิต (Overhead) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากค่าแรงงานทางตรงและค่าวัสถุทางตรง จะประกอบด้วยค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
ค่าวัสดุทางตรง
ค่าวัสดุทางอ้อม
ค่าสาธารณูปโภค
ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด
ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและสินทรัพย์อื่นๆ
ค่าซ่อมแซมเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์การผลิต
ค่าเช่า
ค่าประกันภัยสินทรัพย์
ค่าภาษี (ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล)
ค่าสวัสดิการ

ค่าใช้จ่ายโรงงานจะอยู่ในรูปของค่าใช้จ่ายที่คงที่หรือไม่คงที่ก็ได้ แต่จะไม่แปรผันโดยตรงกับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายโรงงานจึงเป็นส่วนของค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนการผลิตซึ่งสามารถพิจารณาลดได้ก่อน เพราะหลายๆ ส่วนของต้นทุนการผลิตที่ลดไปอาจไม่กระทบต่อผลผลิตเลย.
ค่าใช้จ่ายโรงงานหรือค่าโสหุ้ยการผลิต เมื่อรวมกับต้นทุนแรงงานจะเรียกว่า “ต้นทุนแปรสภาพ (conversion cost)” ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่ใช้กำหนค่าจ้างทำสำหรับงานสั่งทำที่มีการนำวัสดุมาให้แปรรูป.



 

Monday, July 22, 2013

การประมาณการต้นทุนการผลิต


การประมาณการต้นทุนการผลิตมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจโดยเฉพาะในฝ่ายบริหาร ที่ต้องตัดสินใจในการวางแผนงาน การควบคุมการดำเนินงาน เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ภายใต้เงื่อนไขที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต.

ต้นทุนการผลิตนั้นจะมีความสัมพันธ์กับการผลิตโดยตรงแต่อัตราการเพิ่มหรือการลดนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการผลิตและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ เช่น การผลิตจำนวนมากอาจทำให้ต้นในการผลิตต่อชิ้นลดลง อันเนื่องจากจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ลดจำนวนการ setup เครื่องจักรลงโดยเฉพาะในกระบวนการผลิตการผลิตแบบอัตโนมัติ, การทำงานอย่างต่อเนื่องทำให้พนักงานมีความชำนาญเพิ่มขึ้นแต่ทั้งนี้ต้องระวังเรื่องระยะเวลาที่ต่อเนื่องกับความอ่อนล้าของพนักงานด้วยเช่นกัน อาจทำให้เกิดผลตรงกันข้าม คือ อัตราผลผลิตไม่แน่นอน, การผลิตครั้งละมากๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงเสมอไป ต้องพิจารณาให้รอบคอบทุกด้าน เช่น หากผลิตครั้งละมากๆ ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นของฝ่ายผลิตลดลงก็จริง แต่อาจจะมีต้นทุนการผลิตอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา เช่น ต้นทุนการเก็บสินค้าสำเร็จรูปเนื่องจากมีการผลิตมากเกินไป,มีงานค้างระหว่างกระบวนการผลิต (work in process) มากเกินไป ต้นทุนการสั่งซื้อวัตถุดิบมากเกินไปเพื่อนำมารองรับการเพิ่มกำลังการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งหลายๆ เหตุผลนี้เอง ทางฝ่ายบริหารต้องนำมาวิเคราะห์และประมาณการต้นทุนการผลิต เพื่อหาจุดที่เหมาะสมในการวางแผนการผลิต วางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วน รวมถึงการวางแผนในการจัดเก็บสินค้าสำเร็จ รวมถึงการวางแผนกำลังคนเพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ

Saturday, July 20, 2013

ระบบต้นทุนการผลิต (Cost System)


ต้นทุนการผลิตนั้นมีวิธีการคิดที่แตกต่างกันออก โดยทั่วไปจะแบ่งออกตามลักษณะของระบบการผลิต ดังนี้

1.ระบบต้นทุนสั่งทำ (Job Order Cost System)

ระบบงานสั่งทำหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Make to Order การผลิตก็มีลักษณะเป็น Special มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ จำนวนในการผลิตแต่ละผลิตภัณฑ์ก็ไม่มากนัก เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตก็จะเป็นเครื่องจักรที่ค่อนข้างจะทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexible Machine) เครื่องกลึง, เครื่อง milling เป็นต้น ซึ่งสามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับเทคนิคในการผลิต. และที่สำคัญกระบวนการในการผลิตก็จะแตกต่างกันออกขึ้นอยู่กับลักษณะรูปร่างของชิ้นงาน ซึ่งจะรวมถึงวัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ก็แตกต่างกันออกไปตามการออกแบบและความต้องการของลูกค้า.
                สำหรับการควบคุมต้นทุนการผลิตสำหรับระบบงานส่งทำนั้น จะยากตรงที่ความหลากหลายและซับซ้อนของกระบวนการที่แตกต่างกัน การควบคุมต้นทุนการผลิตที่จะเกิดประสิทธิภาพากที่สุดจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่ฝ่ายขายต้องมีการประมาณการยอดขายสินค้าในแต่ละประเภทอย่างแม่นยำ สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ สินค้าประเภทสั่งทำ หรือ special นี้ จะมีระยะเวลาในการส่งงานค่อนข้างน้อย ความยากจะอยู่ที่การประมาณยอดขายนี่แหละ เพื่อที่จะลดปัญหาในการขาดสต๊อกของสินค้าซึ่งโดยทั่วไปจะไม่ทำการสต๊อกไว้มากเพราะมีปริมาณการออเดอร์ครั้งละไม่มาก ถ้าหากฝ่ายขายสามารถวิเคราะห์ตรงนี้จะแม่นยำก็จะสามารถลดปัญหาในการส่งมอบงานได้มากทีเดียว. ส่วนต่อมาก็คือฝ่ายออกแบบ ซึ่งงานประเภทนี้การออกแบบมากกว่า 80% เป็นงานใหม่ที่ต้องการออกแบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาในการออกแบบและทักษะพอสมควร การออกแบบที่ดี ถึงแม้ว่างานแต่ละครั้งจะมีความแตกต่างกัน ถ้าสามารถออกแบบให้ใช้ชิ้นงานร่วมกันกับงานอื่นได้ (Standard Part) ก็จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตในส่วนของการสต๊อกวัตถุดิบและชิ้นส่วนลงได้ รวมถึงถ้ามี Standard Part ยิ่งมากเท่าไหร่ ทำให้เราสามารถสั่งซื้อคราวละมาก และมีอำนาจต่อรองราคากับ Supplier เพื่อขอลดราคาให้ให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงได้ และนอกจากนี้ในการออกแบบให้มีการใช้ชิ้นส่วนน้อยที่สุดเลือกใช้วัตถุดิบที่มีราคาถูก แต่ทั้งนี้ทุกอย่างในการออกแบบก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ของลูกค้าเท่านั้น หากมีการปรับเปลี่ยน การมีการนำเสนอและขอการอนุมัติจากลูกค้าก่อนเท่านั้น.

ส่วนต่อมาก็เป็นหน่วยงานคลังสินค้า (Store) มีส่วนกับการช่วยลดต้นทุนการผลิตคือ สต๊อกสินค้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้นและมีปริมาณใช้อย่างเพียงพอ ความยากก็จะอยู่ที่การควบคุมวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่เป็น Special นี่แหละที่หลายๆ บริษัทประสบปัญหากันอยู่มาก สำหรับเทคนิคและวิธีการควบคุมก็จะนำเสนอรายละเอียดในคราวต่อไป
                อีกหน่วยงานหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้หน่วยงานที่กล่าวมาก่อนหน้านี้คือ หน่วยงานผลิต. ลักษณะของผลิตภัณฑ์ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นงาน Special ก็คือ มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างๆ กันออกไปในแต่ละครั้ง ดังนั้นทักษะของพนักงานที่ต้องการย่อมสูงกว่างานประเภทผลิตคราวละมากๆ (Mass Production) แน่นอน มีความยากมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดงานเสียมากขึ้นนั่นก็คือต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง. ดังนั้นวิธีการที่หน่วยงานผลิตจะช่วยลดต้นทุนการผลิตต้นทุนในการผลิตงานประเภทสั่งทำได้ก็คือ การลดของเสียในกระบวนการผลิต จะช่วยลดทั้งต้นทุนการผลิตของวัตถุดิบที่ต้องใช้, แรงงานและเวลาในการผลิตที่ต้องผลิตซ้ำ รวมถึงต้นทุนการผลิตอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

จริงๆ แล้วก็จะมีหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน แต่ตามหน่วยงานที่ยกขึ้นมาจะเห็นภาพชัดเจนมากที่สุเมื่อมีการแบ่งระบบของต้นทุนออกตามระบบของการผลิต.

2.ระบบต้นทุนกระบวนการ (Process Cost System)

ต้นทุนกระบวนการจะใช้กับลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่มีการสั่งซื้อและผลิตคราวละมากๆ (Mass Production) ในส่วนของฝ่ายขายก็จะเน้นในส่วนของการพยากรณ์ยอดขายโดยพิจารณาจากข้อมูลในอดีตเป็นรวมถึงการ connection ที่ดีกับลูกค้า การคาดการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วยปัจจัยต่างในอนาคต เช่น Product Life cycle หรือช่วงอายุของผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็จะมีอายุที่แตกต่างกันออกไป อย่างพวกรถยนต์ระยะแรกที่ออกรุ่นใหม่มา 1-2 ปี อาจมีการผลิตจำนวนมากออกมา ซึ่งถ้าหากเราเป็น Vendor หรือผู้รับจ้างช่วงผลิตชิ้นส่วนต้องมีการประมาณการการใช้พวกวัตถุดิบและการสต็อก Finished Good ที่แม่นยำเพื่อลดความสูญเสียของต้นทุนการผลิตที่เกินความจำเป็น. ส่วนในฝ่ายออกแบบก็คงจะต้องเน้นและสนับสนุนในทางการพัฒนาทั้งส่วนของโครงสร้างผลิตภัณฑ์ละกระบวนการผลิตเพื่อต้นทุนการผลิตมากกว่าที่จะออกแบบชิ้นงานใหม่ ซึ่งไม่ค่อยมีการปรับเปลี่ยนมากนัก. สำหรับผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เทคโนโลยีอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนมากเนื่องจากยุคไอทีและเทคโนโลยีที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้ผลิตภัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย. ส่วนของหน่วยงานคลังสินค้าต้องมีการประสานงานกับฝ่ายขายเพื่อประมาณการการเก็บวัตถุดิบและชิ้นส่วนในการผลิตให้เพียงพอ, ส่วนของการผลิตก็เช่นเดียวกันต้องพัฒนากระบวนการและประสิทธิภาพให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากงานประเภท Mass Production ค่อนข้างจะมีราคาขายที่ถูกกกว่างานแบบสั่งทำ ต้องมีระบบเฝ้าติดตามและวิเคราะห์กระบวนการอย่างต่อเนื่องให้เกิดความสูญเสียต่าง น้อยที่สุด เช่น ควบคุมเวลาของแต่ละกระบวนการอยู่อยู่ภายในเวลามาตรฐาน (Standard Time) ลดความผิดพลาดจากการผลิตโดยเฉพาะหากความผิดพลาดเกิดจากความเข้าใจผลิต ก็จะทำให้เกิดงานเสียเป็นจำนวนมากเนื่องจากมีการผลิตงานชนิดเดียวกันครั้งละมากๆ ทำให้เกิดต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น

3.ระบบต้นทุนมาตรฐาน (Standard Cost System)

ระบบต้นทุนมาตรฐานจะแตกต่างจากระบบต้นทุนแบบสั่งทำและระบบต้นทุนกระบวนการซึ่งสองแบบแรกจะใช้ข้อมูลในอดีตเป็นหลักในการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต เป็นต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นจริง และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาและหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต ส่วนระบบต้นทุนมาตรฐานจะการวิเคราะห์และบริหารจัดการในเชิงระบบการตัดสินใจมากกว่าในระบบบริหารมากกว่า โดยจะมองในภาพรวม ทิศทางของต้นทุนการผลิตเป็นอย่างไร จะมีนโยบายในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างไร. ต้นทุนมาตรฐานนี้จะไม่ผันแปรตามการผลิต ใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารจัดกี่ได้เป็นอย่างดี

ทำไมต้องมีการควบคุมต้นทุนการผลิต?


ผมตอบได้เลยว่า เพื่อ “กำไร” ครับ เพราะกิจการทุกอย่างๆ จะอยู่รอดได้ต้องมีผลกำไร ซึ่งกำไรจะมากหรือน้อย ต้นทุนการผลิตมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ลองนึกตามนะครับ สมมติว่า ต้องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ 1 ชิ้น ตอนที่เราคำนวณต้นทุนต้นทุนการผลิตด้านต่างๆ ออกมาแล้ว ได้ดังนี้

ต้นทุนวัตถุดิบ 20% ของราคาขาย
ต้นทุนแรงงาน 30% ของราคาขาย
ต้นทุนทางอ้อม 10% ของราคาขาย
ค่าโสหุ้ย 10% ของราคาขาย
รวมต้นทุนทั้งหมด 70% ของราคาขาย
ดังนั้นเราจะได้กำไร 30% ของราคาขาย

แต่ในความเป็นจริงในการผลิตมีปัจจัยต่างๆ มากมายที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตต่างๆ แตกต่างไปจากที่เราคำนวณไว้ในราคาขาย ถ้าน้อยกว่าที่คำนวณก็จะเกิดทั้งผลดีและผลเสีย เช่น ผลดีก็คือ เราจะได้กำไรมากขึ้นหากเราขายได้ตามราคาที่กำหนด และผลเสียคือ เราอาจจะเสียโอกาสในการขาย เนื่องจากต้นทุนการผลิตในการคำนวณที่สูงกว่าความเป็นจริงอาจทำให้สินค้าของเรามีราคาแพงกว่าคู่แข่งทำให้ขายไม่ได้หรือขายได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น และในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่าต้นทุนการผลิตจริงสูงกว่าราคาที่คำนวณไว้อาจทำให้เกิดผลกำไรที่ลดลงหรือมากจนกระทั่งเกิดขาดทุนได้

ดังนั้นจะเห็นว่าไม่ว่าต้นทุนการผลิตจริงจะมากหรือน้อยกว่าต้นทุนการผลิตจากการคำนวณในราคาขายก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อระบบการเงินของกิจการเลย ทางที่ดีที่สุดคือ การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตให้มีความแม่นยำมากที่สุด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทั้งโอกาสในการขาย,สภาพคล่องทางการเงินของกิจการรวมถึงและการบริหารจัดการภายในที่ง่ายขึ้น

แล้วเราจะเริ่มจากอะไรดี?

การเริ่มต้นควบคุมต้นทุนการผลิตนั้น สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกนั้น บางคนอาจจะบอกว่า เริ่มที่ฝ่ายบัญชีบ้าง, เริ่มที่ระดับผู้บริหารบ้าง,เริ่มที่การสร้างระบบขึ้นมาก่อน ก็ไม่ผิดนะครับที่จะคิดแบบนั้น เนื่องจากกิจการแต่ละกิจการมีรูปแบบโครงสร้างขององค์กรที่ไม่เหมือนกัน ไม่ได้มีอะไรตายตัว แต่อย่างที่ผมเกริ่นไว้ในตอนต้นแหละครับว่า ผมจะยึดเอาจากประสบการณ์ของผมบวกกับแนวคิดผสมผสานออกมาเป็นแนวทางเท่านั้น สำหรับโดยส่วนตัว ผมคิดว่า เริ่มที่ตัวพนักงานทุกระดับก่อน เพราะผมเคยเห็นว่า บางบริษัทมีระบบที่ดี มีผู้บริหารและฝ่ายบัญชีที่เก่งด้านการบริหารการเงินและบัญชี แต่พนักงานระดับล่างไม่เห็นด้วยกับแนวทาง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าพนักงานไม่ดีนะครับ แต่ทีไม่ดีก็มีจริงๆ แต่ก็เป็นส่วนน้อย แต่ส่วนมากคิดว่าเค้าไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์มากกว่า การที่ผู้บริหารพูดบ่อยๆ ว่า “ให้พวกเรากันช่วยลดต้นทุนการผลิตนะครับ ลดงานเสีย ทำงานให้เร็วขึ้น จะช่วยให้เราขายสินค้าได้มากขึ้น มีกำไรมากขึ้น ก็จะมีเงินมาขึ้นเงินเดือนให้พวกเรามากขึ้น มีโบนัสมากขึ้น” ผมคิดว่าพนักงานระดับปฏิบัติการทั้งเข้าใจนะครับ เราต้องแยกกลุ่มพนักงานทั้งหมดออกมาก่อน เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ไม่พยายามที่จะเข้าใจอะไรเลย คอยคัดค้านอย่างเดียว สำหรับกลุ่มนี้ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะให้ความรู้ ชี้อธิบายให้เสียเวลา อีกต่อไป พูดไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา, อีกกลุ่มอาจจะอยากลดต้นทุนจริงๆ แต่ยังไม่รู้จะทำยังไง ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิตเลย ซึ่งกลุ่มนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าเราสามารถให้ความรู้กับเค้าได้ อธิบายให้เค้าเข้าใจกับแนวทางการลดต้นทุนได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปที่จะทำการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงออก เพราะคนที่ทำงานหน้างานจะรู้ดีที่สุด ตามแนวคิดที่ว่า “การได้ข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียดก็สามารถประสบความสำเร็จในการวิเคราะห์ต้นทุนได้มากกว่า 50% แล้ว (อันนี้คิดเองนะครับ)”

สรุปว่าอย่างแรกที่ต้องทำในการควบคุมต้นทุนการผลิต คือ การให้ความรู้และทำความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งกับพนักงานทุกระดับ ให้เห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อความร่วมมือที่ดีทั้งองค์กร จะช่วยผลักดันให้การลดต้นทุนการผลิตประสบความสำเร็จ

ต้นทุนการผลิต ( Production Cost )



ต้นทุนการผลิตเป็นการสำคัญมากต่อการผลิต เนื่องจากจะเป็นตัวชี้วัดของประสิทธิภาพทั้งในด้านของตัวผลิตภัณฑ์, กระบวนการผลิต และการบริหารการผลิต ดังนั้น การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจังและแม่นยำ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีสภาวะการแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การตัดสินใจในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันนั้นล้วนต่างก็มีต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ต้องการเพิ่มผลผลิต ก็อาจต้องมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนด้านแรงงงานก็เพิ่มขึ้น, ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ ต้นทุนด้านเครื่องจักรหรือสินทรัพย์ก็เพิ่มตามไปด้วย, การปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ก็ทำให้ต้นทุนในการออกแบบ พัฒนาและวิจัยเพิ่มขึ้น เป็นต้น.

การเพิ่มต้นทุนการผลิตตามที่กล่าวมานั้น ดัชนีที่จะชี้วัดว่าเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” หรือ “ความสูญเปล่า” ดัชนีที่จะชี้วัดก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการผลิตหลังการเปลี่ยนแปลงทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงความสามารถในแข่งขันทางการตลาดว่าเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อนหรือไม่

ดังนั้น เราจึงมีการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตอย่างเป็นระบบและทำกันอย่างจริงจังทุกขั้นตอน เน้นความถูกต้องของข้อมูล ที่สำคัญอย่าลืมกฎพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกเรื่องคือ “ข้อมูลที่เป็นจริงเท่านั้นที่จะสามารถนำไปวิเคราะห์ และหาแนวทางในการปรับปรุงได้”

ในบางธุรกิจอาจจะเป็นธุรกิจที่มีเงินทุนสูง หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา อาจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงขึ้นขั้นที่ธุรกิจต้องหยุดกิจการได้ และบางธุรกิจที่มีขนาดเล็กหรือธุรกิจที่พึ่งเริ่มกิจการอาจอยุดกลางคันก่อนที่จะเติบโตได้เนื่องจากการขาดสภาพความคล่องทางการเงินอันเนื่องมาจากการบริการต้นทุนการผลิตที่ผิดพลาดหรือไร้ประสิทธิภาพทั้งแบบที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

สำหรับบล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับด้านต้นทุนการผลิต ถึงแม้ผมจะมีความรู้ทางบัญชีไม่มากนัก และผมจะเน้นในส่วนของการบริหารตนทุนการผลิตพร้อมทั้งยกตัวอย่างและอธิบายกรณีต่างๆ ให้เป็นกรณีศึกษา เพราะผมเคยเห็นมาบ่อยว่าบางบริษัท ผู้บริหารสนใจแต่การผลิต ยอดขาย แต่ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดของต้นทุนมากนัก หรือบางทีผู้บริหารอาจจะมองว่าเมื่อยอดขายเยอะก็ได้กำไรเองแหละ แต่บางทีลืมมองว่า ถ้าเราลดต้นทุนได้ กำไรก็จะเพิ่มตามด้วย ตามหลักการเพิ่มกำไร ดังต่อไปนี้

แนวคิดในการเพิ่มกำไร

1.ลดต้นทุนการผลิต โดยการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต แล้วทางลดในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป
2.เพิ่มปริมาณยอดขาย ทำให้ยอดกำไรรวมสูงขึ้น
3.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยหาวิธีการปรับปรุงกระบวนการผลิต วิธีการทำงานให้มียอดผลิตต่อหน่วยเวลาที่สูงขึ้น

ทั้ง 3 ข้อนี้แหละ จะทำให้กิจการการผลิตสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิธีการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน หากรู้จักวิธีการจัดการที่ถูกต้อง มีการทำงานต่อเนื่อง มีการเอาใจใส่อย่างจริงจัง กำไรเป็นกอบเป็นกำก็อยู่แค่เอื้อม.